หนุ่มวัย 40 ปี หวังดีออกตัวเคลียร์ให้รุ่นน้องหลังจากไปมีเรื่องต่างหมู่บ้าน ถึงจุดเกิดเหตุ ยังคุยกันไม่ทันรู้เรื่องโดนรัวยิง 7 นัด ทนพิษบาดแผลไม่ไหวขาดใจเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
เมื่อเวลา 22.30น.วันที่ 30 กันยายน 2566 พ.ต.อ.ถาวร นาใจเย็น ผกก.สภ.พนัสนิคม ร.ต.ท.ฐิติพัสส์ สุกุมลจันทร์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.พนัสนิคม ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันภายห้องเช่า ต. บ้านเซิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จึงเดินทางพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างเหตุธรรมสถาน บ้านทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม บริเวณที่เหตุเกิดเป็นห้องแถวชั้นเดียวมีประมาณ10ห้อง ซึ่งบริเวณหน้าห้องที่6 พบมีคนถูกยิง นอนอยู่หน้าห้องและมีชาวบ้านกำลังช่วยยื้อชีวิต ซึ่งทราบชื่อ นายอัศนัย อายุ40ปี หรือนายอัศ ถูกอาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงเข้าที่หน้าอกซ้าย1นัด แขนซ้าย1นัด เอวข้างซ้าย2นัด และลำตัวรวม 7 นัดก่อนญาติจะนำส่งโรงพยาบาลพนัสนิคมและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากภาพวงจรปิดในช่วงแรกเวลา 22.11.04น.จะเห็นกลุ่มของ นายนาย และ นายมาย ขี่รถจักรยานยยเข้าไปยังจุดเกิดเหตุทั้งหมด3คัน โดยมี นายอัศ ผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มด้วย จากนั้นผ่านไปประมาณเกือย2นาที ในเวลา 22.12.32น.จะเห็นกลุ่มของนายนาย และ นายมาย วิ่งหนีออกมาโดยๆม่มีรถจักรยานยนต์ ซึ่งน่าจะเป็รช่วงที่ นายอัศ ถูกยิงล้มลงไปแล้ว จากนั้นได้มีรถจักรยานยนต์ 2 คันได้วิ่งมาเหมือนตามหากลุ่ม ของ นายนาย และ นายมาย ที่วิ่งหนีมา แต่กลุ่มของนายนาย และ นายมาย ได้วิ่งหนีเข้าไปในป่าที่มืดและรก กลุ่มที่ตามมาจึงหาไม่เจอ
จากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปบ้านของ นายนาย และ นายมาย ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของ นายอัศ ประมาณ 300 เมตร ทีมข่าวจึงได้สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ นายนาย และ นายมาย โดยทั้งสองคนได้เล่าว่า
“ก่อนเกิดเหตุตนทั้งสองคน ได้ไปนั่งเล่นอยู่แถวจุดเกิดเหตุ จากนั้นตนจึงไปได้ยิน น.ส.ป้อม (ภรรยามือปืน) พูดถึงพ่อและแม่ของ นายนาย ในทางเสียหาย และมีการใช้คำหยาบคาย ตนทั้งสองคนจึงได้กลับไปบอกพ่อกับแม่ และป้า ว่า น.ส.ป้อม ได้มีการพูดพาดพิงและใช้คำพูดหยาบคาย
จากนั้นป้าของตนจึงได้โทรไปหา น.ส.ป้อม และได้สอบถามว่ามีการพูดพาดพิงอะไร แล้วต้องมาด่ากันด้วยเรื่องอะไร และได้มีการพูดดครียร์กับ น.ส.ป้อม จน น.ส.ป้อมก็ได้ขอโทษมา และก็ได้สอบถามว่าใครเป็นคนบอกเรื่องนี้ นายนาย จึงได้พูดผ่านโทรศัพท์ว่าตนเป็นคนบอกและได้พูดต่อไปว่า “เพราะเป็นผู้ญิงตนเลยนำเรื่องมาบอกพ่อกับแม่แล้ป้า ถ้าเป็นผู้ชาวตนจะเตะปากให้ตรงนั้นเลย”
จากนั้นตนก็คิดว่าเนื่องทั้งหมดจบแล้ว ก็ได้ชวนกับ นายมาย ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไผบ้านของ นายอัศ เพื่อจะชวนกันออกไปแทงปลา แตาเมื่อไปถึงบ้านของ นายอัศ ก็พบว่า นายอัศ ได้ออกไปแทงปลาแล้ว จากนั้น น.ส.ป้อม ได้แชทมาหา นายนาย และบอกประมาณว่า ให้นายนาย และ นายมาย เข้าไปหาที่จุดเกิดเหตุเพื่อคุยกันหน่อย ทั้งสองคนก็รับคำว่าจะไปที่เกิดเหตุ ตนจึงได้ชวนกับนายมายขี่รถตักรยานยนต์ออกไปที่จุดเกิดเหตุ โดยมีพ่อของ นายมาย ตามไปด้วย ซึ่งระหว่างทางจึงได้พบกับ นายอัศ และ นายอัศ จึงได้ตะโกน สอบถามตนและ นายมาย ว่าจะไปไหนกัน ตนจึงได้จอดรถและตอบกับ นายอัศไปว่า ไปเคลียร์เรื่องที่ ม.4 นายอัศ จึงได้บอกกับตนว่างั้นไปด้วย และได้ขี่รถตามมากับ เพื่อนของเขาอีก 2คนคือ นายบาส และ นายบิ๊ก โดย กลุ้มของตนเข้าไปที่จุดเกิดเหตุทั้งหมด 6 คน เมื่อถึงที่เกิดเหตุ นายอัศ ได้พบตนรู้จีกได้นั่งอยู่ในวงเหล้าด้วย จึงได้เดินเข้าไปพูดคุยหวังเพื่อจะเครียร์เรื่องให้กับตน แต่พอคุยกันได้แปปเดัยว นายมอส (มือปืน) ได้เดินเข้ามาด้านข้าง และทำท่าจะต่อย นายอัศ แต่ นายอัศ ได้ปัดมือของ นายมอส และต่อยสวนกลับไปขน นายมอส ล้มลงกับพื้น จากน้้นได้มีคนในวงเหล้า ได้เข้ามาล๊อตแขน นายอัศ และทุกคนในวงเหล้าก็จะเข้ามารุมคนที่ไปในกลุ่มของตน แต่หลังจากนายมอส โดนต่อยและล้มไป นายมอสก็ได้ลุกขึ้นยืนแบบเซไปมา และได้ควีกอาสุธปืนที่้อวยิงใส่ นายอัศ ไป1นัด นายอัศจึงล้มลง จากน้้น นายมอส ได้เดินไปยืนคร่อมนายอัศ และรัวปืนใส่นายอัศ เกือบ 10 นัด จากนั้นจึงได้หันปืนมาที่พวกตน ตนและพวกจึงวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยที่ทิ้งรถจีกรยานยนต์ไว้ที่เกิดเหตุ และได้เข้าไปแอบในป่า โดยกลุ่มของ นายมอส ก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาแต่หาตนไม่เจอ
จากนั้นตนเห็นว่าไม่มีใครตามแล้วจึงคิดจะกลับไปช่วยนายอัศ แต่ได้มีชาวบ้านห้ามไว้ ว่าไม่ให้เข้าไปเพราะกลัวว่านายมอส(มือปืน) จะยังดักรออยู่ ตนและนายมาย จึงได้กลับบ้าน
ตนและนายมาย อยากชี้แจงว่าไม่ได้เป็นคนที่ไปเรียก นายอัศ ให้ไปช่วย ตอนนี่มุกคนเข้าใจว่า ตนและนายมายเรีกฃยกให้นายอัศไปตาย แต่ นายอัศเป็นคนที่รักเพื่อนฝูงพี่น้องและมีน้ำใจ เห็นใครเดือดร้อนก็จะไปช่วยเสมอ และวนตอนนร่หวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับนายมอสได้โดยเร็ว
จากนั้นทีมข่าวจึงได้เดินไปที่ห้องของ นายมอส แต่พบว่าอยู่เพียงลูกชายของนายมอส จากนั้นทีมข่าวจึงได้พบกับ นางเยื้อน ซึ่งเป็นแม่ของ น.ส.ป้อม และเป็นแม่ยาย ของนายมอส โดยได้เล่ากับทีมข่าวว่า
“นายมอส หายไปตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาหลังจากเกิดเหตุ ส่วนลูกสาวของตน ตอนนี้อนู่ที่ สภ.พนัสนิคม ซึ่งตำรวจเรียกไปสอบสวน ส่วนตนนั้นไม่รู้เรื่องขณะเกิดเหตุเลยเพราะเมื่อคืนกลับจากที่ทำงานมาก็หลับ
แต่ปกตินายมอสไม่ใช่คนใจร้อนจะทำงานขับรถส่งของให้โรงงาน และเลี้ยงลูกชาย 2 คน และอยู่อีกห้องกับตน โดยนายมอส จะอยู่กับ น.ส.ป้อม และลูก ส่วนเรื่องปืนตนไม่เคยเห็นนายมอสพกมาก่อนและไม่ทรายว่านายมอสมีปืน”
ในวันนี้ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ ไปบ้านของ นายอัศนัย แรมเขียม อายุ40ปี หรือนายอัศ ซึ่งอยู่ที่ ม.7 ต. บ้านเซิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยทีมข่าวได้พบกับ นางนิตยา แรมเขียม อายุ62ปี (แม่ของผู้เสียชีวิต) โดย นางนิตยา ได้เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า
“ตนมารู้เรื่องในช่วงดึกแล้วว่า นายอัศ ลูกชายของตนถูกยิง เพราะมีคนมาตะโกนบอกหน้าบ้าน แต่น้องสาวของ นายอัศ ทราบเรื่องก่อนตนแต่ไม่กล้าบอกตนว่า นายอัศ ถูกยิงเพราะตนเป็นโรคมะเร็งพึ่งไปตัดเต้านมมา จึงกลัวว่าตนจะกระทบกระเทือนจิตใจ และมาทราบเรื่องภายหลังว่า สาเหตุที่โดนยิงเพราะไปเคลียเรื่องให้รุ่นน้องที่ไปมีเรืองที่หมู่บ้านอื่นมา โดยในช่วงหัวค่ำได้มีรุ่นน้องคือ นายนาย และ นายมาย เข้ามาเรียกรายอัศที่บ้าน แต่ไม่เจอนายอัศ เพราะ นายอัศออกไปแทงปลา ทั้งสองคนจึงได้ขี่รถจักรยานบนต์ออกไป และได้ไปเจอ นายอัศ แทงปลาอยู่ริมทางเลยได้ให้ นายอัศ ไปช่วยเคลียกับกลุ่มวัยรุ่นต่างหมู่บ้านที่ นาวนาย และนายมายไปมีเรื่องไว้ นายอัศ ก็ได้ไปกับทั้งสองคนนั้น และเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ยังไม่ทันคุยกันรู้เรื่อง ฝั่งกลุ่มวัยรุ่นต่างหมู่บ้านก็รัวยิง นายอัศ จนเสียชีวิต
โดยปกติ นายอัศ ลูกจองตนจะเป็นคนรักเพื่อนฝูงและชอบช่วยเหลือคนอื่น ใครชวนไปไหนก็ไปหมด ไม่ว่าใครเดือดร้อนมาหาก็ไปหมด และยังเป็นเสาหลักของครอบครัว เลี้ยงพ่อแม่ และยังมีลูกชายพึ่งจะอายุ3ขวบ แล้วตอนนี้ นายอัศ มาโดนยิง แล้วใครจะเลี้ยงลูกของ นายอัศ โดยตนจะไม่ให้อภัยมือปืนและไม่อโหสิกรรมให้เด็ดขาด และอยากถามมือปืนว่า มายิงลูกของตนทำไม่ทั้งที่ไม่รู้จักกัน แล้วมายิงถึงขนาดนี้มันคือหวังเอาชีวิตกันเลย และอยากบอกกับลูกชายของตนว่า ไม่ต้องห่วงอะไรให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี น้องสาวยืนยันจะดูแลพ่อแม่เอง